ป๊อกกี้ไม่ใช่อันดับ 1 ! จัดอันดับขนมของกูลิโกะที่คนญี่ปุ่นบอกว่าอร่อยที่สุด!!

ป๊อกกี้ไม่ใช่อันดับ 1 ! จัดอันดับขนมของกูลิโกะที่คนญี่ปุ่นบอกว่าอร่อยที่สุด!!

พูดถึงแบรนด์ ขนมญี่ปุ่น จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากกูลิโกะ จากบริษัท EZAKI GLICO ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายขนมกูลิโกะในเมืองมิตสึโคชิ โอซาก้า มาตั้งแต่ปี 1922 และได้ฉลองครบรอบ 100 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันกูลิโกะขยายธุรกิจสู่หลากหลายประเทศทั่วโลก และจัดทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารหลายประเภท ทั้งอาหารแปรรูป นม และผลิตภัณฑ์จากนม แต่ผู้คนล้วนคุ้นเคยกับแบรนด์นี้ในเรื่องขนมหวาน ดังนั้น เราไปดูการ จัดอันดับ กันค่ะว่าสำหรับคนญี่ปุ่นเองแล้ว ขนมของกูลิโกะอันไหนอร่อยที่สุด!

อันดับ 3 Capulico

 

อันดับ 3 เป็นของ Capulico ขนมขบเคี้ยวรสช็อกโกแลตที่มีลักษณะพิเศษ ด้วยโคนกรุบกรอบกับช็อกโกแลตนุ่มฟู ไม่ว่าจะเป็นรสสตรอว์เบอร์รีช็อกโก้หรือรสนม ก็สามารถอร่อยได้ถึงสองรสชาติในโคนเดียว ผลิตภัณฑ์นี้เปิดตัวในปี 1970 ภายใต้แนวคิด Sporty Choco ที่กินได้ด้วยมือเดียว ต่อมาในปี 1986 ได้ออก Giant Capurico ที่ใหญ่กว่าเดิม 50% เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รักของคนหลายรุ่นมากว่า 50 ปี ชื่อของ Capurico มาจากภาพลักษณ์ของเกาะคาปรีในอิตาลีที่มีชีวิตชีวา สดใส และสนุกสนาน

อันดับ 2 Pocky

 

อันดับ 2 เป็นของตัวเด่นตัวดังอย่าง Pocky เริ่มวางจำหน่ายในปี 1966 โดยเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่เคลือบช็อกโกแลตลงบนขนมปังแท่ง แต่ในทุกวันนี้ Pocky ได้สร้างสรรค์รสชาติใหม่ ๆ มากมายตามความต้องการของลูกค้า ในปี 2016 ก็มีการพัฒนา Pocky ในระดับภูมิภาคด้วยคอนเซปต์ Pocky ท้องถิ่นกับคนในท้องถิ่น วางจำหน่ายที่สนามบินและสถานีหลักทั่วประเทศเพื่อเป็นของที่ระลึก ในประเทศฝรั่งเศส Pocky วางจำหน่ายในชื่อ MIKADO ซึ่งเป็นชื่อเกมการละเล่นดั้งเดิมของยุโรป

อันดับ 1 Balanceon Mini Cake

 

มาถึงอันดับ 1 ก็คือ Balanceon Mini Cake ขนมที่อุดมไปด้วยโภชนาการที่สมดุล ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มสารอาหารนอกเหนือจากอาหารหลักได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารอาหารถึง 1 ใน 3 ที่ร่างกายต้องการต่อวัน ทั้งวิตามิน 10 ชนิด แคลเซียม และแมกนีเซียม มีสองรสชาติคือช็อกโกแลตบราวนีที่ใช้ผงโกโก้ 2.5% และชีสเค้กที่ใช้ชีส 8% เป็นของว่างสำหรับผู้ที่ใส่ใจเรื่องโภชนาการ แถมยังมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก เหมาะจะทานเติมพลังระหว่างวัน

อันดับ 4 – 10 มีดังนี้

อันดับ 4 : PRETZ

 

อันดับ 5 : Bisco

 

อันดับ 6 : Almond Glico

 

อันดับ 7 : Collon

 

อันดับ 8 : Glico

 

อันดับ 9 : Kobe Roast Chocolat

 

อันดับ 10 : Almond Peak

 

พูดถึงกูลิโกะก็นึกถึงป้ายกูลิโกะที่โอซาก้าเลยนะคะ ถือเป็นแบรนด์ขนมชื่อดังในตำนานที่ใคร ๆ ก็คุ้นเคย นอกจากอร่อยแล้ว ยังใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย แล้วในบรรดาขนมของกูลิโกะ ทุกคนชอบแบบไหนกันบ้าง มาแชร์กันได้เลยยย ^^

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

รู้จักกับ terapalms กลุ่มไอดอลสาวที่เปลี่ยนวัดอันเงียบสงบให้กลายเป็นเวทีคอนเสิร์ต

รู้จักกับ terapalms กลุ่มไอดอลสาว

แม้ทาง ANNGLE จะเคยนำเสนอวงไอดอลรูปแบบแปลกๆ ไปมากมายแล้ว แต่ความพิศดารของวงการไอดอลญี่ปุ่นก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้นครับ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีประเด็นในโลกออนไลน์เกี่ยวกับกลุ่มไอดอลวงหนึ่งที่มีสมาชิกสามคน หากแต่ว่านั่นคงไม่ได้น่าสนใจอะไร ถ้าเวทีการแสดงของพวกเธอนั้นไม่ใช่ในไลฟ์เฮาส์แต่กลับเป็น “วัด” สถานที่ที่ควรจะเงียบสงบและเป็นที่พักพิงของผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย

พวกเธอมีนามว่า terapalms กลุ่มไอดอลจากเกียวโต เมืองหลวงเก่าอันเงียบสงบและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อว่ามีวัดวาอารามเก่าแก่อยู่มากมาย วงนี้ถูกก่อตั้งในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 ด้วยจุดประสงค์เพื่อโปรโมทวัดให้เป็นที่รู้จักและดึงให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมเพิ่มขึ้น โดย Ryuho Ikeguchi เจ้าอาวาสหนุ่มวัย 38 ปีแห่งวัด Ryuganji (ริวกันจิ) ที่เป็นวัดในนิกายโจโด (สุขาวดี) ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระในนิกายนี้จะสามารถมีภรรยาได้ ฉันเนื้อได้ และมีวิถีความเป็นอยู่คล้ายฆราวาสทั่วไปครับ

สมาชิกทั้งสามคนของ terapalms จะใช้นามแฝงที่ดัดแปลงมาจากชื่อของนักบวชในพระพุทธศาสนา ประกอบไปด้วย Tama Monju, Chiseno Misaki และ Shion Sezaki ซึ่งทั้งสามสาวไม่ได้เปิดเผยชื่อจริงด้วยเหตุผลความเป็นส่วนตัวครับ พวกเธอเป็นที่พูดถึงจากการที่ขึ้นแสดงในวัด Ryuganji ต่อหน้าผู้ชมกว่าร้อยคนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการนำบักฮื้อ (เครื่องเคาะไม้สำหรับประกอบการสวดมนต์ ในภาษาจีนกลางเรียกว่า มู่อวี๋) มาเป็นเครื่องดนตรีประกอบด้วยครับ ดนตรีของพวกเธอนั้นเป็นสไตล์เทคโน-ป็อปที่มีบีทสนุกสนาน เข้าถึงได้ไม่ยาก แต่อาจจะดูขัดกับอิมเมจของวัดที่เป็นสถานที่เก่าแก่ไปเสียหน่อย

การส่งเสียงเชียร์ของผู้ชมก็ไม่ต่างกับไอดอลทั่วไปเลยครับ แต่คงต้องสำรวมไม่ลุกขึ้นมาออกท่าทางเท่าไรนัก พวกเขาตะโกนร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงนำมาจากบทสวดมนต์ไปพร้อมกับพวกเธอ สร้างความสนุกสนานครื้นเครงภายในศาสนสถานแห่งนี้

คุณ Hiroshi Habe (47) จากเมืองโมริกุจิในจังหวัดโอซาก้า หนึ่งในผู้ที่โดนสาวๆ terapalms ตกไปเป็นที่เรียบร้อยจนต้องซื้อคัมภีร์บทสวนมนต์กลับไป กล่าวว่า “ผมได้นำเอาคัมภีร์ไปใช้ในพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณด้วยนะครับ ผมสนุกไปกับมันทุกครั้งเลย”

Miki Nishizono (29) จากอุรายาสึ จังหวัดจิบะ เล่าให้ฟังว่าเธอได้รวมกลุ่มกับแฟนๆ ของ terapalms คนอื่นๆ เพื่อไปเยี่ยมชมพระพุทธรูปของนักบวชในพระพุทธศาสนาตามวัดเล็กๆ ในที่ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของไอดอลกลุ่มนี้ที่ทำให้แฟนๆ ของพวกเธอสนใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น

อ่านมาถึงตรงนี้คงจะสงสัยเหมือนกันใช่มั้ยล่ะครับ ว่าสิ่งที่พวกเธอทำอยู่นี้มันเหมาะสมจริงๆ หรือเปล่าที่จะมาทำการแสดงคอนเสิร์ตกันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ Monju หนึ่งในสมาชิกของวงให้ความเห็นกับเรื่องนี้เอาไว้ว่าเธอต้องการให้ผู้คนได้เข้าใจว่าวัดและพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้เข้าถึงยากจนเกินไป เธอไม่อยากให้คนรู้สึกว่าต้องมีความยอมจำนนหรือรู้สึกเกรงกลัวต่อสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับศาสนา

 

เจ้าอาวาส Ikeguchi บอกว่ามีแฟนๆ terapalms หลายคนได้เข้าคอร์สศึกษาพุทธศาสนาแบบรายเดือนที่วัด Ryuganji ก่อนท่านจะเสริมต่อไปว่า แต่ก่อนนั้นผู้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาของวัดโดยส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 70 กว่าปี แต่ในขณะนี้อายุเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40 ปีเท่านั้นเอง

“ที่สุดแล้ว อาตมาคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือการหยิบยื่นโอกาสแก่ผู้คนเพื่อให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายที่จะข้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและการเข้าร่วมทำพิธีกรรมต่างๆ” ท่านเจ้าอาวาสปิดท้าย

ก่อนจากกันไป ผู้เขียนก็อยากเรียนไว้เผื่อไม่ทราบกันว่าพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายนิกายที่มีคำสอนและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างจากบ้านเราพอสมควร ดังที่อาจจะเคยเห็นข่าวพระขับรถแท็กซี่ หรือทำกิจกรรมต่างๆ กันมาบ้าง จึงอาจจะต้องปล่อยวาง ทำใจให้เป็นกลางกันสักนิด ที่นำบทความนี้มาแบ่งปันก็เพียงแต่อยากให้ทราบว่าในญี่ปุ่นก็มีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย มิได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด และถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวเกียวโตก็สามารถแวะเวียนไปชมการแสดงของพวกเธอกันได้นะครับ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ความแตกต่างของธุรกิจการค้าและอาหารของเอโดะและโอซาก้าในสมัยเอโดะ

ความแตกต่างของธุรกิจการค้าและอาหารของเอโดะและโอซาก้าในสมัยเอโดะ

โอซาก้านั้นได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” มาตั้งแต่สมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) และถือเป็นพื้นที่สำคัญในการติดต่อค้าขาย เมื่อเทียบกับเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) แล้ว ดูเหมือนว่าทั้งสองแห่งมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจการค้าหรืออาหาร แต่ก่อนจะเข้าเรื่องอาหารการกิน เรามาดูข้อมูลประชากรในสมัยเอโดะกันก่อนสักนิด

ประชากรครึ่งหนึ่งของเอโดะคือซามูไร

เอโดะมีประชากรราว 1 ล้านคน โดยจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นซามูไร แต่สำหรับโอซาก้ามีประชากรราว 3.14 แสนคน โดยในจำนวนนั้นมีซามูไรไม่ถึง 2,000 คน ถือว่าค่อนข้างน้อยเลยทีเดียวค่ะ แค่จากจำนวนซามูไรแล้วก็พอจะรู้ได้เลยว่าเอโดะและโอซาก้าเนี่ยก็มีความแตกต่างกันอยู่มากพอควร

ธุรกิจการค้าที่มีเฉพาะในเอโดะ

ในด้านของการค้าขายเอโดะและโอซาก้าก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน ที่เอโดะ คู่ค้าหลักคือรัฐบาลทหารบาคุฟุและกลุ่มซามูไร การผูกสัมพันธ์ของพ่อค้ากับเหล่าซามูไรจึงถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด และการที่จะมาเป็นพ่อค้าให้กับรัฐบาลได้นั้นก็จำเป็นต้องได้รับความนิยมชมชอบ ส่วนที่โอซาก้านั้นเป็นการค้าขายกันระหว่างคนเมือง ดังนั้นการทำธุรกิจบนหลักเหตุผลจึงสำคัญที่สุด

สำหรับธุรกิจการค้าที่มีเฉพาะในเอโดะก็มี ร้านที่นำของที่ไม่ได้ใช้มาจัดขายใหม่ หรือ เคนซันยะ (献残屋) เนื่องด้วยในเอโดะมีธรรมเนียมการส่งของกำนัล ทำให้มีข้าวของจำนวนมากที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ร้านประเภทนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเอาของที่ว่านั้นมาวนขายใหม่    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

ไม่เพียงแค่นั้น ร้านขายส่งเหล้า หรือ ซากาโดอิยะ (酒問屋) ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีแค่ในเอโดะ เพราะโอซาก้าไม่มีธรรมเนียมการส่งเหล้าไปเป็นของกำนัลเหมือนเอโดะ แถมโอซาก้ายังอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตเหล้ามากอยู่แล้ว ทำให้แหล่งผลิตสามารถขายเหล้าให้กับร้านค้าได้โดยตรง ที่โอซาก้าจึงไม่จำเป็นต้องมีร้านจัดขายสินค้าและร้านขายส่งเหล้าอย่างในเอโดะนั่นเอง

ห้ามผายลมในรถไฟ! สมัยเมจิมีกฎแบบนี้ด้วยหรือนี่!?

ห้ามผายลมในรถไฟ! สมัยเมจิมีกฎแบบนี้ด้วยหรือนี่!?

ในยุคสมัยปัจจุบัน การเดินทางไกลโดยรถไฟนั้นย่อมต้องมีห้องน้ำภายในรถไฟเป็นธรรมดา แต่เมื่อย้อนกลับไปในช่วงตอนต้นปี 1872 (ปีเมจิที่ 5) ตอนที่มีรถไฟสายแรกของญี่ปุ่น นอกจากจะยังไม่มีห้องน้ำแล้ว ยังมีค่าปรับในการปัสสาวะและผายลมด้วย!

รถไฟสายแรกของญี่ปุ่นคือรถจักรไอน้ำที่จะวิ่งจากสถานีชิมบาชิไปยังสถานีโยโกฮามา โดยใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง พิธีเปิดการใช้งานรถไฟอย่างเป็นทางการได้จัดขึ้นที่สถานีชิมบาชิในวันที่ 14 ตุลาคม 1872 โดยมีจักรพรรดิเมจิและเจ้าหน้าที่ก่อสร้างทางรถไฟร่วมเดินทางไปกลับในเส้นทางนี้

ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างทางรถไฟนั้น ปกติแล้วหากเป็นคนที่พอจะมีเงินก็จะเดินทางโดยใช้ม้า เกี้ยวแบกหาม เรือ หรือแม้กระทั่งการเดินเท้า การเปิดเส้นทางรถไฟจึงเป็นเหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่สมัยใหม่ของญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้ราบรื่นไปซะทุกอย่าง หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่องห้องน้ำในรถไฟ

เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการเดินทางโดยรถไฟในตอนนั้นอาจจะยังพออดทนได้ แต่เมื่อเริ่มมีการสร้างเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการเดินทางก็มากขึ้นไปด้วย ทำให้บางคนอาจจะทนไม่ไหว รถไฟในสมัยปัจจุบันสามารถไปถึงสถานีถัดไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งระยะห่างแต่ละสถานีก็อยู่ใกล้กันมาก แต่ในอดีตไม่ใช่แบบนั้น แต่ละสถานีอยู่ห่างไกลกันมาก คนที่อดทนให้ถึงสถานีต่อไปไม่ไหวจึงปัสสาวะออกทางหน้าต่าง!

นอกจากนี้ เนื่องจากในตอนนั้นรถไฟยังถือเป็นของใหม่และหายาก จึงมีผู้คนจำนวนมากที่อยากลองนั่งรถไฟ ทำให้รถไฟแออัดซะยิ่งกว่าชั่วโมงเร่งด่วนในยุคปัจจุบันเสียอีก ดังนั้นหากใครเกิด “ผายลม” ออกมา กลิ่นนั้นจะอบอวลชวนปวดเศียรเวียนเกล้าไปทั่วทั้งขบวน เป็นการรบกวนผู้อื่นอย่างมาก

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเก็บค่าปรับดังนี้

“ปัสสาวะจากหน้าต่าง ค่าปรับ 10 เยน ผายลม ค่าปรับ 5 เยน”

เกิดเป็นกฎข้อบังคับในรถไฟเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น

 

ในเวลานั้น เงินเดือนเริ่มต้นของข้าราชการอย่างครูโรงเรียนประถมหรือตำรวจจะอยู่ที่ประมาณ 8 – 9 เยนต่อเดือน และเงินเดือนของช่างฝีมือต่าง ๆ จะอยู่ที่ประมาณ 20 เยน ดังนั้นค่าปรับนี้จึงถือว่าค่อนข้างสูงทีเดียว           สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

แทคคยอน วิชาต่อสู้ก่อนยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ที่เขาว่าเป็นต้นแบบของเทควันโด?

สวัสดีครับ หลังจากที่ได้ลงบทความเกี่ยวกับเทควันโดและฮัพกิโด ที่ว่าเป็นวิชาต่อสู้ของเกาหลีที่มาจากวิชาต่อสู้ของญี่ปุ่น (จะบอกว่าลอกเลียน หรือ หยิบยืม หรือ ได้แรงบันดาลใจ ก็สุดแท้แต่) แล้วมีท่านผู้อ่านฟีดแบคมาที่กอง บก. ถามถึงเรื่องราวของศิลปะการต่อสู้ ญี่ปุ่น-เกาหลี ต้องขอเรียนตามตรงว่าผู้เขียนดีใจมากครับที่มีท่านผู้อ่านให้ความสนใจ ในคราวนี้ก็เลยจะขอนำเสนอเนื้อหาตรงนี้อีก โดยจะค่อยๆ นำเสนอเนื้อหาไปทีละส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับ

ขอเริ่มจาก “เทควันโด” ก่อน

ในบทความที่แล้วที่ผู้เขียนได้ยกหลักฐาน ข้อกล่าวอ้างต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เทควันโดมีที่มาจากคาราเต้ (โดยเจาะจงคือ “โชโตคันคาราเต้”) อย่างไรก็ดี มีคำกล่าวอ้างต่อไปอีกว่า ที่จริงนั้นเทควันโดแม้จะเอาองค์ประกอบอย่างคาราเต้มาใส่ก็จริงแต่ก็ยังมีความเป็น “เกาหลีแท้ๆ” อยู่ เพราะเอาวิชา “แทคคยอน” 태껸 ซึ่งเป็นวิชาเกาหลีโบราณเข้ามาใส่ด้วย ซึ่งฟังดูผาดๆ ก็น่าเชื่อมากว่าเป็นเช่นนั้น เพราะแทคคยอนเป็นวิชามวยเน้นเตะ โดยเฉพาะเตะสูง เตะใส่หัว

ทีนี้ เรามาดูประวัติความเป็นมาของวิชาแทคคยอนกันก่อนนะครับ

แทคคยอน เกิดขึ้นมาในคาบสมุทรเกาหลีแต่เมื่อไหร่นั้น ไม่แจ้งชัด และที่น่าคิดก็คือ มันเป็น “ศิลปะการต่อสู้” เต็มรูปแบบที่มีไว้สู้ในสนามรบ หรือป้องกันตัว หรือเป็นเพียง “การละเล่นพื้นบ้าน” กันแน่ (ซึ่งดูลักษณะแล้วน่าจะเป็นอย่างหลัง) แต่หลักฐานที่จับต้องได้มากที่สุดก็คือรูปถ่ายเด็กๆ เล่นแทคคยอนในปลายยุคโชซอน (คือคือตอนปลายของราชวงศ์โชซอน ก่อนที่เกาหลีจะถูกญี่ปุ่นยึดครอง) แต่ทว่า อิทธิพลของลัทธิขงจื้อใหม่ทำให้เกิดความรังเกียจต่อวิชาแทคคยอนในหมู่ชนชั้นสูง กระทั่งกล่าวกันว่าวิชาดังกล่าวเสื่อมความนิยมจนเหลือมีคนฝึกหัดกันแค่แถบรอบนครฮันยาง (กรุงโซลในปัจจุบัน) เท่านั้นเอง

Children of the Late Joseon period playing Taekkyon
ภาพเด็กๆ ปลายยุคโชซอน เล่นแทคคยอน ที่มา wikipedia.org

ในหนังสือรวมกวีนิพนธ์ “แฮดงจอกจี” (海東竹枝) แต่งโดยชเวยองเนียน ในปี พ. ศ. 2464 ยังมีกล่าวถึงแทคคยอนโดยเรียกว่า “วิชาเท้าเหินหาว” (บิกักซุล 비각술, 飛脚術) อยู่เลย อย่างไรก็ดี กล่าวกันว่าจากการที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลี วิชาการต่อสู้ของเกาหลีนั้น “ถูกแบน”

ยังดี (สำหรับเกาหลี) ที่ว่าแม้จะผ่านการยึดครองของญี่ปุ่นมาจนสงครามเกาหลี ก็ยังอุตส่าห์มีผู้สืบทอดวิชาแทคคยอนเหลือรอดมาอยู่หนึ่งคนคือนายซงด็อกกี ซึ่งเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ได้รับการศึกษาแบบดั้งเดิม และได้แอบฝึกฝนอย่างลับๆ ตลอดช่วงการยึดครองของญี่ปุ่น จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์แทคคยอนคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์โชซอน” และได้มีการถ่ายทอดวิชาดังกล่าวต่อมาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมของชาติ

ทีนี้จะขอย้อนกลับมาเรื่องที่กล่าวว่า “แทคคยอนเป็นต้นเค้าของวิชาเทควันโด” ซึ่งฟังดูเผินๆ อาจเชื่อว่าจริง เพราะเป็นวิชาเน้นเตะ เน้นใช้ขามากๆ เหมือนกัน แต่…อย่าเพิ่งด่วนสรุปครับ มาดูวิดีโอนี้ก่อน

โปรดสังเกตวิธีการวางเท้าเปลี่ยนจุดยืนไปมา เขาเรียกว่า พุมบัลกิ คือการยืนสลับขาเป็นรูปตัว พุม (品) ถือเป็นพื้นฐานของแทคยอน

ดูวิดีโอ ดูแนวทางการเคลื่อนไหวอะไรพวกนี้แล้ว ยังไงผู้เขียนก็ว่า เทควันโดน่ะมาจากคาราเต้มากกว่า เอาแค่การยืนก็รู้แล้ว ท่ายืนในเทควันโด ขี่ม้าชกอะไรนั้นก็มันก็ คิบะดาจิ 騎馬立ち forward stance อะไรนั่นน่ะ “เซ็นคุตสุดาจิ” 前屈立ち ชัดๆ low block ก็ เกดังบาราย 下段払い พิ้นฐานคาราเต้สำนักโชโตคังชัดๆ เลย ฉะนั้นจะบอกว่า เทควันโดพัฒนาสืบสายมาจากแทคยอน คงไม่ใช่ ถ้าบอกว่าเทควันโดน่ะ เอาโชโตคังคาราเต้มาเป็นตัวตั้ง แล้วหยิบยืมรูปแบบภายนอกอย่างผิวเผินของวิชาแทคคยอน (คือเน้นเตะสูง เตะใส่หัว) เอามาผสม อย่างนี้ยังจะดูเข้าเค้า เข้ากับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ (ในเรื่องของเทคนิค ท่วงท่า) มากกว่าอีก

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีคำกล่าวจากผู้เกี่ยวข้องในวิชาแทคคยอนว่า

 

“In addition, the Taekwondo establishment maintains that Taekkyon is one of its predecessors. Interestingly, Taekkyon literature usually does not acknowledge having any relationship to Taekwondo, and the Korea Taekkyon Federation denies any link”.

“นอกจากนี้ สถาบันเทควันโดยังยืนยันว่าแทคคยอนเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของมัน (ของเทควันโด) ที่น่าสนใจคือ วรรณกรรมของแทคคยอนมักไม่ยอมรับว่า (วิชาของตน) มีความสัมพันธ์ใดๆ กับเทควันโด และสหพันธ์แทคคยอนเกาหลี ปฏิเสธการมีความเกี่ยวโยงใดๆ (กับวิชาเทควันโด)”

หากคำกล่าวนี้เป็นความจริง ก็อาจกล่าวได้ว่าเทควันโด (ซึ่งเข้าใจได้ว่าเกิดการสถาปนาวิชาขึ้นมาเพื่อเป็น “ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติเกาหลี” เพื่อรับใช้ขบวนการชาตินิยมเกาหลี (ซึ่งต้อง “แอนตี้ญี่ปุ่น” ไปด้วย)) พยายามอ้างชื่อวิชาแทคคยอนมาโยงเข้าหาตัวเองเพื่อสร้างความชอบธรรม (legitimacy) ว่าเป็นของเกาหลีแท้แต่ดั้งเดิม สืบสายต่อยอดมาจากวิชาโบราณ เท่านั้นเอง (เพื่อจะปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่า เนื้อแท้มันก็เป็นเพียงวิชาที่เหลื่อม หรือดัดแปลงให้แตกต่างออกไปจากวิชาคาราเต้ของญี่ปุ่นเท่านั้นเอง)

ผู้เขียนได้ลองสำรวจคำตอบ ความคิดเห็นของคนญี่ปุ่นเว็บต่างๆ เท่าที่อ่าน ดูเหมือนคนญี่ปุ่นก็คิดไปทำนองเดียวกับผู้เขียน ก็คือว่าเทควันโดอะไรนั้นมันก็มาจากโชโตคังคาราเต้นั่นแหละ แต่คนเกาหลีไม่ต้องการที่จะยอมรับว่าอะไรๆ ที่อ้างว่าเป็นของตัวเองน่ะ มาจากญี่ปุ่นทั้งเพ แต่เรื่องพวกนี้เถียงให้ตายมันก็ไม่จบหรอกครับ เพราะฝ่ายที่เขาจะยืนกรานเอาให้ได้ ให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก ต่อให้กระต่ายขาเดียว หรือสีข้างถลอก ดำน้ำขุ่นๆ เขาก็ไปของเขาได้หมดแหละครับ ขึ้นชื่อว่า “อคติ” โดยเฉพาะโทสาคติ (อคติเพราะความโกรธเกลียด) มันก็ไปได้หมดแหละครับ ที่เหลือก็แล้วแต่วิจารณญานของท่านผู้อ่านละกันนะครับ สวัสดีครับ      สล็อตเว็บตรง

มารู้จักกับ “นิฮงเอโฮ” การว่ายน้ำแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่ใช้ในการส่งต่อคบเพลิงโตเกียวโอลิมปิก 2020

ในการจัดการแข่งขันโอลิมปิก สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการส่งต่อคบเพลิงอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากเหล่านักกีฬาและบุคคลผู้มีชื่อเสียงแล้ว ประชาชนคนธรรมดาก็สามารถมีส่วนร่วมในการวิ่งส่งต่อคบเพลิงโอลิมปิกได้เหมือนกัน แต่เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเกิดวิ่ง ๆ ไปแล้วเจอแม่น้ำขวางทางอยู่จะทำอย่างไร จะให้วิ่งบนน้ำเหมือนนินจาก็ไม่ได้ ถ้าอย่างงั้น ก็ถือคบเพลิงว่ายข้ามน้ำไปละกัน! โดยวิธีการ “ว่าย” ส่งต่อคบเพลิงนี้ได้ใช้ทักษะการว่ายน้ำแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “นิฮงเอโฮ” วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูกันว่าการว่ายน้ำแบบดั้งเดิมนี้เป็นอย่างไร

นิฮงเอโฮ คืออะไร

 

“นิฮงเอโฮ” เป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยมีท่าว่ายน้ำหลากหลายท่า ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ในตอนนั้น อย่างเช่น ว่ายในทะเล หรือว่ายในแม่น้ำ ว่ายเพื่อเคลื่อนที่ระยะยาว ว่ายเพื่อพรางตัว หรือว่ายเพื่อโจมตีทางน้ำ นอกจากท่าว่ายน้ำที่ใช้ในการรบเหล่านี้แล้ว ยังมีการว่ายเพื่อแสดงทักษะความสวยงามอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นทักษะหนึ่งที่เหล่านักรบในสมัยก่อนต้องฝึกฝนกัน ในปัจจุบันนิฮงเอโฮมีหลากหลายแขนง หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ริวหะ” พูดง่าย ๆ คือหลายสำนัก หลายอาจารย์  ซึ่งสมาคมว่ายน้ำของญี่ปุ่นได้รวบรวมและประกาศอย่างเป็นทางการว่ามี 13 แขนงด้วยกัน แตกต่างกันตามยุคสมัยที่คิดค้นขึ้น พื้นที่ และวัตถุประสงค์ในการรบ

นิฮงเอโฮ กับการส่งต่อคบเพลิงโอลิมปิก

 

สำหรับการส่งต่อคบเพลิงโตเกียวโอลิมปิก 2020 ได้นำศิลปะการว่ายน้ำแบบดั้งเดิมนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย โดยมีการว่ายส่งต่อคบเพลิงทั้งหมด 3 ครั้ง จากตัวแทนนิฮงเอโฮ 3 แขนงด้วยกัน ได้แก่ “ยามาอุชิริว” ข้ามแม่น้ำในเมืองอุซึคิชิ จังหวัดโออิตะ วันที่ 24 เมษายน 2564 “ชินเด็นริว” ข้ามแม่น้ำโมโตะยาซึ ในเมืองฮิโรชิมา จังหวัดฮิโรชิมา วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 และสุดท้าย “ซุยฟุริวโอตะหะ” ข้ามแม่น้ำซึมิดะ ในเขตไทโต กรุงโตเกียว วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เพื่อน ๆ คนไหนอยากติดตามดูการว่ายส่งคบเพลิงทั้ง 3 ครั้ง สามารถไปดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของโตเกียวโอลิมปิก 2020 นี้ได้เลยค่ะ

ประวัติของ ยามาอุชิริว (山内流)

ยามาอุชิริว มีต้นกำเนิดที่เมืองอุซึคิชิ จังหวัดโออิตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ติดทะเลทำให้มีการฝึกซ้อมทักษะการว่ายน้ำมาตั้งแต่สมัยโบราณ ยามาอุชิริว เป็นแขนงที่พัฒนามาจากแขนงเก่าแก่อื่น ๆ จนเกิดเป็นแขนงใหม่ขึ้นในสมัยเมจิ ปี 1892 จุดเด่นของการว่ายน้ำแบบยามาอุชิริวคือการว่ายแบบตัวเฉียงสำหรับการว่ายระยะไกล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์เป็นการว่ายโดยใส่ชุดเกราะสำหรับรบ ว่ายโดยถือธงและร่มดอกไม้ นอกจากนี้ ยังมีการว่ายแบบตั้งตัวตรง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการยิงปีน ยิงธนู และโบกธงในน้ำได้อีกด้วย

ประวัติของ ชินเด็นริว (神伝流)

 

ชินเด็นริวเป็นศิลปะการว่ายน้ำดั้งเดิมที่ถูกใช้เป็นทักษะการรบสำหรับกองทัพเรือในสมัยก่อน โดยมีจุดเด่นที่การตีขาและวิธีการดำน้ำที่หลากหลาย แล้วแต่สภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์การว่าย ในปัจจุบันชินเด็นริวมีการฝึกฝนทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นในโตเกียว ชิบะ นีกางะ โอกายามา ฮิโรชิมา และอาโอโมริ เป็นต้น

ประวัติของ ซุยฟุริวโอตะหะ (水府流太田派)

ซุยฟุริวโอตะหะ เกิดขึ้นในยุคเมจิ ปี 1878 เป็นแขนงที่แยกออกมาจากแขนงซุยฟุริวอีกทีหนึ่ง ซึ่งซุยฟุริวโอตะหะได้เสริมจุดแข็งและกลบจุดอ่อนของซุยฟุริว จนกลายเป็นที่นิยมและมีหนังสือเกี่ยวกับทักษะการว่ายน้ำออกมามากมาย นอกจากนี้ยังใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วญี่ปุ่น และมีผู้ร่ำเรียนมากที่สุดอีกด้วย

ปัจจุบัน ชมรมว่ายน้ำในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่นบางแห่งมีการฝึกฝนการว่ายน้ำแบบดั้งเดิม นอกเหนือจากการฝึกว่ายแบบสากล แม้จะเป็นการว่ายเพื่อการรบในสมัยก่อน แต่ผู้คนยังช่วยกันรักษาและปรับเปลี่ยนให้เป็นการว่ายเพื่อแสดงทักษะและความสวยงามในปัจจุบัน ทำให้ “นิฮงเอโฮ” ไม่หายไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น        สล็อตเว็บตรง

กิจกรรมและวันสำคัญประจำเดือนธันวาคมของญี่ปุ่นที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน (ตอนที่ 1)

กิจกรรมและวันสำคัญประจำเดือนธันวาคม

สวัสดีเดือนสุดท้ายของปีนะคะทุกคน สุดปี 2021 ที่แสนยาวนานก็ดำเนินมาถึงช่วงเดือนสุดท้ายแล้ว ในที่สุดก็จะได้รีเซ็ตและรีสตาร์ทกันใหม่ในปีหน้ากันสักที แต่ก่อนหน้าที่เราจะเตรียมตัวเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ มาเริ่มนับถอยหลังในเดือนสุดท้ายไปพร้อมๆ กันกับอีเว้นท์ประจำเดือนธันวาคมของญี่ปุ่นกันเถอะค่ะ อีเว้นท์ในเดือนนี้มีอยู่เยอะพอสมควรเลย บางอีเวนท์ก็มีสิ่งน่าสนใจที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยล่ะค่ะ ถ้าอยากทราบว่าอีเว้ท์เหล่านั้นคืออะไรบ้าง

1. องค์กร “ขนนกสีแดง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Red Feather

กิจกรรมที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคมยาวไปจนถึงปลายเดือนธันวาคมเลยทีเดียว องค์กรขนนกสีแดง เป็นหนึ่งในองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่จัดตั้งมานานกว่า 60 ปี กิจกรรมขององค์กรคือการจัดตั้งหีบรับบริจาคเพื่อระดมทุนให้กับชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคในการช่วยเหลือผู้สูงอายุ, การศึกษา, การป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่, บุคคลทุพพลภาพหรือผู้พิการ และอื่นๆ โดยแบ่งเงินประมาณ 70% ของเงินบริจาคทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือยังจุดต่างๆ ซึ่งนอกจากองค์กรขนนกสีแดงแล้ว ยังมีองค์กรการกุศลที่รับบริจาคช่วยเหลือต่างๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ขนนกสีเขียว หรือขนนกสีฟ้า เป็นต้นค่ะ

 2. การส่งของขวัญส่งท้ายปี

การส่งของขวัญส่งป้ายปี หรือ โอเซอิโบ (お歳暮) เป็นการส่งของกำนัลที่ผู้อายุน้อยจะส่งให้ผู้มีพระคุณในเทศกาลปีใหม่ เพื่อแสดงความขอบคุณผู้มีพระคุณหรือผู้ที่คอยช่วยเหลือดูแลเรามาตลอดระยะเวลา 1 ปี และยังเป็นการฝากเนื้อฝากตัวในปีหน้าอีกด้วย ตามมารยาทในการส่งของขวัญส่งท้ายปีนั้นจะส่งให้ถึงผู้รับไม่เกินวันที่ 25 ธันวาคม เพราะหากถึงช้าเกินไปจะเป็นการเสียมารยาทค่ะ

แม้ปัจจุบันจะไม่นิยมกันแล้ว แต่เดิมทีธรรมเนียมการส่งของขวัญท้ายปีนี้กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคมค่ะ ที่ยังคงธรรมเนียมนี้เอาไว้อยู่ก็คือฝั่งคันไซ แต่ปัจจุบันกลับกำหนดไว้เร็วกว่าเดิมคือตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมก็จะเริ่มส่งของขวัญส่งท้ายปีนี้กันแล้ว โดยส่วนใหญ่สิ่งของที่มักให้กันจะเป็นของกินหรือเครื่องดื่มต่างๆ

ของขวัญยอดนิยม 10 อันดับประจำปีนี้ได้แก่

  1. แฮม, ไส้กรอก
  2. ขนม, ของหวาน
  3. เนื้อวัว
  4. ปู
  5. เบียร์
  6. ผลไม้
  7. เหล้าโชจู
  8. กาแฟ
  9. แคตตาล็อก
  10. ชา

3. พิธีเก็บเข็มเย็บผ้า

พิธีเก็บเข็มเย็บผ้าคืออะไร? ทำไมต้องเสียบเข็มเย็บผ้าลงในเต้าหู้หรือบุก? วันนี้สำคัญอย่างไร? เราจะมาอธิบายให้เข้าใจกันค่ะ

วันนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ฮาริคุโย (針供養 )” เป็นการนำเข็มที่หัก งอ หรือสนิมขึ้น ไปถวายให้กับศาลเจ้าหรือวัด แล้วจัดพิธีรำลึกเพื่อไว้อาลัยและเป็นการอธิษฐานให้การเย็บปักมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยจะนำเข็มที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วเหล่านั้นไปปักลงในเต้าหู้หรือบุก เหตุผลที่ให้เสียบเข็มลงในเต้าหู้หรือบุกนั้นก็เพราะว่า เข็มแต่ละเล่มได้ผ่านพื้นผิวที่แข็งในการเย็บมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งสุดท้ายนี้จึงอยากให้เข็มเหล่านั้นได้พักอยู่บนพื้นที่ที่อ่อนนุ่มนั่นเองค่ะ

พิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ของเดือนกุมภาพันธ์และธันวาคม วันที่ 8 กุมภาพันธ์มีความหมายคือ การเตรียมการเพื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหลังจากหมดวันปีใหม่แล้ว ซึ่งคือการเริ่มทำงานเกษตรกรรม โดยมีกำหนดเสร็จงานในวันที่ 8 ธันวาคม ส่วนวันที่ 8 ธันวาคมมีความหมายถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในปีใหม่ที่จะถึงค่ะ

4. วันรำลึกวันตรัสรู้พระพุทธเจ้า

วันรำลึกวันตรัสรู้พระพุทธเจ้า หรือ โจโดเอะ (成道会) หรือเรียกอีกอย่างว่า “วันตรัสรู้” ตรงกับวันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งตามประเพณีของญี่ปุ่นนั้น วันที่พระพุทธเจ้าประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพานตรงกับวันที่ 8 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับเดือนธันวาคม ในวันนี้เป็นวันแสดงความรำลึกว่ากว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้นั้น ต้องบำเพ็ญเพียรและทรมานร่างกายหลายวิธีเป็นเวลานับหลายปี

อาหารสำหรับวันรำลึกวันตรัสรู้นี้ได้แก่ “โจ๊กนม” ที่พระพุทธเจ้าได้รับถวายมาฉันก่อนที่จะตรัสรู้ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นต้นกำเนิดของอาหารอินเดียในปัจจุบันด้วย ปัจจุบันมีวัดบางแห่งที่จะมีธรรมเนียมทาน “โจ๊กนม” ในวันนี้ด้วยล่ะค่ะ

5. วันโชกัตสึโคโตฮาจิเมะ (正月仕事始)

วันต่อมาของเรานั้นตรงกับวันที่ 13 ธันวาคม เป็นวันที่มีการเริ่มจัดเตรียมการสำหรับวันปีใหม่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของทางวัดหรือศาลเจ้าในการ “ทำความสะอาด” ตอนปลายปีเพื่อต้อนรับปีใหม่ และปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนกลายเป็นธรรมเนียมการ “ทำความสะอาดครั้งใหญ่” ตามครัวเรือนไปแล้วด้วย

ในสมัยเอโดะ วันที่ 13 ธันวาคมของทุกปีจะเป็นวันคิชูคุบิ (鬼宿日) หรือวันปลดปล่อยยักษ์ ในวันนี้จึงมีธรรมเนียมในการทำความสะอาดและเตรียมการต่างๆ เพื่อต้อนรับเทพโทชิกามิ ซึ่งเป็นเทพที่จะนำพาความสุขและผลผลิตมาสู่แต่ละบ้านในช่วงปีใหม่ค่ะ จากนั้นจึงกลายมาเป็นวันโชกัตสึโคโตฮาจิเมะอย่างทุกวันนี้

6. วันทำความสะอาดครั้งใหญ่

 

วันทำความสะอาดครั้งใหญ่หรือ โอโซจิ (大掃除) เป็นธรรมเนียมที่ทุกบ้านจะทำกันอย่างแข็งขัน มีความหมายเหมือนกับการเตรียมการเพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ ที่จะมาในปีหน้า โดนส่วนใหญ่แล้วเป็นธรรมเนียมที่นิยมทำกันช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนธันวาคม จะได้แบ่งเวลาจัดสรรในการทยอยทำความสะอาดให้เสร็จทันก่อนปีใหม่ได้ด้วยค่ะ

7. เทศกาลตรุษจีน

ที่ญี่ปุ่นก็มีวันเทศกาลตรุษจีนเหมือนบ้านเราเลยค่ะ แต่จะจัดในช่วงปลายเดือนธันวาคม ช่วงนี้ทั่วประเทศจะครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้คนมากมายจะออกมาจับจ่ายใช้สอยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเตรียมงานปีใหม่ที่จะถึงนั่นเอง ตามร้านค้าต่างๆ จะมีการประดับตกแต่งและวางจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดสำหรับช่วงปีใหม่กันอย่างมากมาย สถานที่ที่มีชื่อเสียงมากสำหรับการจัดเทศกาลตรุษจีนในโตเกียวคือวัดอาซากุสะ ถ้าอยากลองไปชมบรรยากาศแต่ไม่ซื้อของก็สามารถแวะเวียนไปเดินเล่นเพลิดเพลินได้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีของนำโชคที่เชื่อว่าหากซื้อมาประดับบ้านแล้วจะนำความสุขและความโชคดีมาให้คนในบ้านได้อีกด้วย ซึ่งของนำโชคเหล่านี้จะมีให้เลือกซื้อกันมากมายหลายแบบ นอกจากการนำโชคด้านความสุขแล้วยังมีที่ช่วยนำโชคด้านการเงินเข้ามาได้อีกด้วยล่ะค่ะ

เดือนสุดท้ายของปีก็มักจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆ รวมถึงธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติกันมากมาย วันสำคัญต่างๆ ของคนญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ รอติดตามในบทความหน้านะคะว่าจะมีอะไรมาแนะนำให้กันอีกบ้าง                สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

อย่าบอกว่าไปมาแล้ว ถ้ายังไม่ได้กิน! ลิสต์ของทะเล Must Eat ที่ฮอกไกโด!

อย่าบอกว่าไปมาแล้ว ถ้ายังไม่ได้กิน! ลิสต์ของทะเล Must Eat ที่ฮอกไกโด!

ถ้าพูดว่า ฮอกไกโด คือขุมทรัพย์แห่งความอร่อย ก็ไม่ใช่เรื่องที่เวอร์มากนัก เพราะที่นี่มีทั้งฟาร์มเกษตรกรรม และฟาร์มโคนม ที่ให้ผลผลิตเป็นของอร่อยถูกใจคนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัดมากมาย เช่น เนื้อเจงกิสข่าน ราเม็ง หรือซุปคาเร และโชคดีที่ในปัจจุบันเราไม่ต้องบินไกลไปถึงถิ่น ก็สามารถทานของอร่อยจากฮอกไกโดได้ตามเมืองหลวงอย่างโตเกียว หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง

แต่เพื่อนๆทราบไหม ว่าที่ฮอกไกโด ยังมีของอร่อยอีกมากมายที่ยังหาทานได้เฉพาะที่ฮอกไกโดอยู่ วันนี้ ANNGLE จึงขอแนะนำของอร่อยที่มีเฉพาะในฮอกไกโดมาฝากเพื่อนๆกัน ก็ แหม ถ้ามาถึงฮอกไกโด แต่ไม่ได้ทานของอร่อยตามฉบับฮอกไกโดแท้ๆ ก็น่าเจ็บใจอยู่ใช่ไหมล่ะ?

อาหารทะเล ของอร่อยห้ามพลาดของฮอกไกโด


ถ้าพูดถึงของอร่อยในฮอกไกโด นอกจากนม และผักสดใหม่แล้ว “อาหารทะเล” ก็เป็นของขึ้นชื่อห้ามพลาดของฮอกไกโด เพราะที่นี่มีแหล่งน้ำที่ใสสะอาดและอุดมสมบูรณ์มากๆ นั่นเอง! เรามาดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

ปูทาราบะ (タラバガニ)

 

ปูที่น่าจะมีปริมาณของเนื้อมากที่สุดในบรรดาปูทั้งหลาย แค่ขาก้ามเดียว ก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อปูแบบเต็ม MAX แถมยังมีจุดเด่นอยู่ที่ความเด้งดึ๋งของเนื้อและรสหวานละมุนกำลังดี

แต่เห็นตัวใหญ่ๆแบบนี้ เพื่อนๆรู้ไหมว่ามันเป็นประเภทเดียวกับปูเสฉวน มันปูของปูทาราบะจึงไม่มีรสชาติ และทำให้ไม่ค่อยมีร้านไหนเสิร์ฟซุปมิโสะ (ซุปเต้าเจี้ยว) ที่ทำมาจากปูชนิดนี้ โดยปูทาราบะจะมีช่วงที่อร่อยที่สุดอยู่ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม

ปูฮานาซากิ (花咲ガニ)

 

ปูสีแดงสด (หลังต้ม) ที่คนไทยหลายคนไม่คุ้นชื่อ มีจุดเด่นอยู่ที่หนามแหลมคมกับก้ามขาที่อ้วนสั้นเมื่อเทียบกับขนาดของกระดอง รสชาติจะมีความหวานเข้มกว่าปูทาราบะ และมีช่วงที่อร่อยที่สุดในช่วงเมษายน – กันยายน

ปูขน (毛ガニ)

 

เป็นปูที่สามารถกินได้ทั้งแบบซาชิมิ และแบบต้ม มีความแตกต่างจากปูสองชนิดด้านบนคือ ไม่ใช่แค่เนื้อปู (ต้ม) แต่มันปู (ต้ม) ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน! เป็นปูที่สามารถหาทานได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงอร่อยที่สุดแตกต่างกัน แล้วแต่สถานที่จับล่ะ

และนอกจากปูแล้ว ปลาของฮอกไกโดก็เป็นสิ่งที่ห้ามพลาดเช่นกัน ที่นี่มีทั้งปลาที่คนไทยคุ้นชื่อ และไม่คุ้นชื่อเต็มไปหมด อย่ารอช้า ไปดูกันเลย

มากุโระ (マグロ)

 

ใครเป็นสายมากุโระก็น่าจะรู้จักกับ โอมะมากุโระ หรือฮนมากุโระ มากุโระที่ถูกเรียกว่าเป็นของแท้และมีราคาแพง แต่ที่ท่าน้ำในเมืองฮาโกดาเตะ หรือเมืองมาสึมาเอะ ของฮอกไกโดเองก็สามารถจับฮนมากุโระได้เช่นกัน เพราะช่องแคบสึการุที่อยู่ติดกับฮอกไกโดนั้นเชื่อมกับเมืองโอมะ จ.อาโอโมริ แหล่งจับฮนมากุโระ ทำให้มากุโระที่นี่อร่อยระดับเดียวกับที่เมืองโอมะเลยล่ะ ใครอยากลองทานต้องห้ามพลาดช่วงอร่อยที่สุด นั่นก็คือช่วงมิถุนายน – ธันวาคมของทุกปี

มาดาระ (真鱈)

 

ปลาหน้าตาแปลกประหลาดที่มีดีตรงเนื้อและชิราโกะ (ถุงอสุจิของปลา) นอกจากเนื้อปลาที่นุ่มเด้งแล้ว ชิราโกะของมาดาระยังเป็นที่นิยมมากในหมู่คนรักปลา เพราะสร้างสรรค์ได้หลายเมนู รสชาติจะมีความเข้มข้น และหวานมัน

ช่วงที่อร่อยที่สุดคือช่วงธันวาคม – มีนาคมของทุกปี ใครอยากลองต้องห้ามพลาด

แซลมอน (サケ)

 

มาถึงปลาสุดโปรดที่ครองใจคนไทย แต่เชื่อไหม ว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่ที่ใช้ตามร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นปลานำเข้า! ดังนั้นปลาแซลมอนที่จับในประเทศจะมีราคาสูงมาก

ใครอยากลองทานปลาแซลมอนที่จับในประเทศญี่ปุ่น ก็สามารถมาทานกันได้ที่ฮอกไกโด โดยมีช่วงที่อร่อยที่สุดอยู่ที่เดือนกันยายน – ตุลาคม

ยานางิโนะไม (ヤナギのマイ)

 

ปลาหน้าตางงๆ แต่อร่อยเกินคาด! เป็นปลาที่สามารถหาจับได้ง่ายที่ฮอกไกโด นำไปปรุงเป็นอะไรก็อร่อย อยากจะทานแบบซาชิมิ หรือจะนำไปต้ม ก็สามารถเลือกได้ตามใจเลย!

นิชิน (ニシン) และฮอกเกะ (ホッケ)

 

บางคนอาจจะคิดว่าปลานิชิน (รูปซ้าย) และปลาฮอกเกะ (รูปขวา) เป็นเมนูธรรมด๊า ธรรมดา เพราะเรามักจะเห็นเมนูปลานิชินย่างถ่าน หรือปลาฮอกเกะหมักเกลือย่าง ปรากฎในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป แต่ความจริงแล้ว ปลานิชิน และปลาฮอกเกะสามารถทานเป็นซาชิมิได้! และความพิเศษคือต้องทานที่ฮอกไกโดเท่านั้น!

ซาชิมินิชินจะมีมันแทรกทำให้มีความหวานมันกำลังดี ส่วนซาชิมิฮอกเกะจะให้สัมผัสกรุบกรอบ พร้อมรสอ่อนๆ

ชิชาโมะ (シシャモ)

 

ปลาชิชาโมะ หรือปลาไข่ มักอาศัยอยู่ในน้ำตื้นๆของมหาสมุทรแปซิฟิค เป็นปลาที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนญี่ปุ่น เพราะสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์ หรือแม้แต่ในตลาดบ้านเราก็มีทอดขาย

 

แต่เห็นแบบนี้ เพื่อนๆรู้ไหมว่ามันสามาถกินสดๆ แบบซาชิมิได้ด้วย! แต่มีข้อแม้คือต้องรีบทำเป็นซาชิมิทันทีหลังจากจับได้ และมีเพียงเมือง “มุคาวะ” ในฮอกไกโดที่เดียวเท่านั้น ที่สามารถหาทานซาชิมิของปลาชิชาโมะได้

หาทานยากไม่พอ ยังมีช่วงให้ทานแค่ 2 เดือนเท่านั้นคือ ระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน แต่ใครได้ลองทาน ต้องรู้สึกคุ้มค่าแน่นอน เพราะซาชิมิชิชาโมะ แม้จะมีมันติดเยอะ แต่รสไม่จัดจ้าน แถมยังนุ่มละมุนลิ้น ทำให้คีบใส่ปากไม่หยุดเลยล่ะ

ฮัคคาคุ (ハッカク) หรือโทคุบิเระ (トクビレ)

 

ดูภายนอกอาจจะน่ากลัว แต่ปลาฮัคคาคุ หรือโทบิคุเระเป็นปลาชั้นสูงที่หาทานได้ยากมาก ถ้าในฮอกไกโด ก็มีให้จับเฉพาะที่ท่าน้ำโอตารุ ในฮอกไกโดเท่านั้น

วิธีทานที่แนะนำคือการเอาไปย่างเกลือ! ปลาฮัคคาคุที่ถูกย่างกำลังดี ปรุงรสด้วยความเค็มอ่อนๆของเกลือ ทำให้ได้เมนูปลาที่มีรสอร่อย และเนื้อแน่นติดมัน ผิดกับหน้าตาภายนอก

ฮัคคาคุเป็นปลาน้ำลึก ถ้าจะทานก็สามารถทานได้อร่อยตลอดปี  แต่ถ้าอยากทานเป็นซาชิมิอร่อยๆ ก็ขอแนะนำช่วงฤดูหนาวสุดๆอย่างเดือนมกราคม – มีนาคม

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับลิสต์อาหารทะเล ทั้งปู และปลาที่หาทานได้เฉพาะที่ฮอกไกโด! แต่ถึงเราจะบอกว่าเมนูหาทานได้เฉพาะที่ฮอกไกโด แต่ความจริงแล้วเราสามารถทานอาหารทะเลจากฮอกไกโดที่เรียกว่าหายากสุดๆ ในกรุงเทพได้ที่้ร้าน Hokkaido Genshiyaki ทั้ง 4 สาขา!!

ร้าน Hokkaido Genshiyaki จะจัดส่งวัตถุดิบต่างๆ เช่น ปู และปลาจากฮอกไกโด ทำให้เพื่อนๆที่อยากลิ้มรสอาหารทะเลสุดแรร์ของญี่ปุ่นเช่น ปูเนื้อแน่นอย่างปูทาราบะ ปลาหน้าเหวอแต่อร่อยอย่างปลามิยางิโนะไม ปลาน้ำลึกเนื้อแน่นติดมันอย่างปลาฮัคคาคุ และอื่นๆอีกมากมาย ที่ (เคย) หาทานได้เฉพาะที่ฮอกไกโด และเราเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ร้านในกรุงเทพ ที่สามารถทานอาหารทะเลสดๆ และหายากของฮอกไกโดได้ขนาดนี้

ใครยังไม่มีแพลนบินไปฮอกไกโด แต่อยากลิ้มรสอาหารทะเลสไตล์ฮอกไกโดแท้ๆ ก็อย่าลืมมากันได้ที่ Hokkaido Genshiyaki ทั้ง 4 สาขา!!      สล็อตเว็บตรง

 

รายละเอียดของแต่ละสาขา

Hokkaido Genshiyaki สาขาสุขุมวิท 26 | Facebook | เบอร์โทร: 08-078-39915

วันเวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ 17:00 – 24:00 | อาทิตย์ 16:00 – 23:00

Hokkaido Genshiyaki สาขาสุขุมวิท 31 | Facebook | เบอร์โทร: 06-1430-2786

วันเวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ 17:00 – 24:00 | อาทิตย์ 16:00 – 24:00

Hokkaido Genshiyaki สาขาสีลม | Facebook | เบอร์โทร: 02-235-1216

วันเวลาทำการ: จันทร์ – อาทิตย์ 17:00 – 24:00


Hokkaido Genshiyaki สาขาเอกมัย ซอย 12 | Facebook | เบอร์โทร: 02-060-5503 (Thai) / 09-7007-9416 (Japanese/English)

วันเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ 17:00 – 23:30 | เสาร์ 12:00 – 22:30 | อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 12:00 – 22:30

พาสาวทัวร์กินราเม็ง บริการสุดฮิตชวนอร่อยสำหรับคนชอบกิน!

พาสาวทัวร์กินราเม็ง บริการสุดฮิตชวนอร่อยสำหรับคนชอบกิน!

การกินราเม็งของคุณจะสนุกและอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อได้รู้จักกับบริการนี้! ขอแนะนำให้รู้จัก “ทัวร์กินราเม็ง” ของคุณยูกิ ชิมิซุ  (清水祐希) หนุ่มน้อยวัย 21 ปี ผู้รักราเม็ง ซึ่งเขาได้ริเริ่มธุรกิจนี้โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ที่ทานน้อยที่กังวลว่าจะทานไม่หมด หรือต้องการทางราเม็งแบบไซส์ใหญ่จุใจ โดยคุณยูกิเองก็จะรับหน้าที่คอยเป็นผู้ช่วยแนะนำร้าน วิธีการสั่งเมนูต่าง ๆ และวิธีการทานให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง

คุณยูกิได้แนะนำร้านราเม็งร้านหนึ่งซึ่งเขาทำงานพิเศษอยู่ เป็นร้านที่โดดเด่นด้วยเมนูราเม็งน้ำซุปทงคตสึและน้ำซุปเคี่ยวจากเนื้อหมูพร้อมท็อปปิ้งผักแบบจุใจ ซึ่งร้านมีเมนูราเม็งไซส์ผู้หญิงที่ทานได้สบาย ๆ ไม่มากจนเกินไปด้วย คุณยูกิจึงแนะนำเมนูนี้ให้กับคุณผู้หญิง แถมยังช่วยแนะนำท็อปปิ้งให้ด้วย

ร้านราเม็งปกติแล้วมักจะเป็นลักษณะอิ่มง่ายไปไว จึงมีเพียงอุปกรณ์สำหรับรับประทานอยู่บนโต๊ะเท่านั้น หน้าที่ผู้ช่วยของคุณยูกิได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในระหว่างทานราเม็ง

คุณยูกิเปิดกระเป๋าออกมา แล้วเราก็พบว่ามีทั้งทิชชู่ ทั้งกระดาษเปียก ที่เตรียมมาบริการให้กับลูกค้าของเขา ช่างน่าประทับใจและแสนจะสะดวกสบายจริง ๆ เลยล่ะ ซึ่งคุณยูกิก็จะร่วมทานราเม็งไปกับคุณลูกค้าด้วยนะ สำหรับค่าบริการมีเพียงแค่ค่าเดินทางเท่านั้น ส่วนราเม็งที่เขาทานคุณยูกิก็ออกตัวเอง คุณยูกิเสริมอีกว่าธุรกิจของตนปัจจุบันมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงกว่า 60 รายที่จองคิวเข้ามาใช้บริการ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเด็กมหา’ลัย แถมยังทานราเม็งได้อย่างอุ่นใจอีกด้วย น่าไปลองใช้บริการดูนะว่าไหม??  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์